Montag, 19. November 2018

ธัมมปทปาฬิ-แปล ๑๙. ธัมมัฏฐวรรค


๑๙. ธมฺมฏฺฐวคฺโค

๒๕๖.
น เตน โหติ ธมฺมฏฺโฐ, เยนตฺถํ สหสา นเย;
โย จ อตฺถํ อนตฺถญฺจ, อุโภ นิจฺเฉยฺย ปณฺฑิโตฯ

บุคคลไม่ชื่อว่าตั้งอยู่ในธรรม ด้วยเหตุที่วินิจฉัยอรรถคดีโดยผลุนผลัน
ส่วนผู้ใดเป็นบัณฑิตวินิจฉัยอรรถคดี และความอันไม่เป็นอรรถคดีทั้งสอง. (๑๙:)

๒๕๗.
อสาหเสน ธมฺเมน, สเมน นยตี ปเร;

ธมฺมสฺส คุตฺโต เมธาวี, ธมฺมฏฺโฐติ ปวุจฺจติฯ

วินิจฉัยบุคคลเหล่าอื่นโดยความไม่ผลุนผลัน โดยธรรมสม่ำเสมอ
ผู้นั้นชื่อว่าคุ้มครองกฎหมายเป็นนักปราชญ์ เรากล่าวว่า ตั้งอยู่ในธรรม. (๑๙:)

๒๕๘.
น เตน ปณฺฑิโต โหติ, ยาวตา พหุ ภาสติ;
เขมี อเวรี อภโย, ปณฺฑิโตติ ปวุจฺจติฯ

บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นบัณฑิต ด้วยเหตุเพียงที่พูดมาก
บุคคลผู้มีความเกษมไม่มีเวร ไม่มีภัย เราเรียกว่า เป็นบัณฑิต. (๑๙:)

๒๕๙.
น ตาวตา ธมฺมธโร, ยาวตา พหุ ภาสติ;

โย จ อปฺปมฺปิ สุตฺวาน, ธมฺมํ กาเยน ปสฺสติ;
ส เว ธมฺมธโร โหติ, โย ธมฺมํ นปฺปมชฺชติฯ

บุคคลไม่ชื่อว่าทรงธรรมด้วยเหตุเพียงที่พูดมาก
ส่วนผู้ใดฟังธรรมแม้น้อยแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นธรรมด้วยนามกาย
[และ] ไม่ประมาทธรรม ผู้นั้นแล ชื่อว่าเป็นผู้ทรงธรรม. (๑๙:)

๒๖๐.
น เตน เถโร โหติ, เยนสฺส ปลิตํสิโร;

ปริปกฺโก วโย ตสฺส, โมฆชิณฺโณติ วุจฺจติฯ

บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นเถระ เพราะเหตุที่มีผมหงอกบนศีรษะ
วัยของบุคคลนั้นแก่หง่อมแล้ว บุคคลนั้นเรากล่าวว่า เป็นผู้แก่เปล่า. (๑๙:)

๒๖๑.
ยมฺหิ สจฺจญฺจ ธมฺโม จ, อหึสา สญฺญโม ทโม;

ส เว วนฺตมโล ธีโร, โส เถโรติ ปวุจฺจติฯ

สัจจะ ธรรมะ อหิงสา สัญญมะและทมะ มีอยู่ในผู้ใด ผู้นั้นแลมีมลทินอัน
คายแล้ว เป็นนักปราชญ์ เราเรียกว่าเป็นเถระ. (๑๙:)

๒๖๒.
น วากฺกรณมตฺเตน, วณฺณโปกฺขรตาย วา;

สาธุรูโป นโร โหติ, อิสฺสุกี มจฺฉรี สโฐฯ

นรชนผู้มักริษยา มีความตระหนี่ โอ้อวด ไม่เป็นผู้ชื่อว่ามีรูปงาม
เพราะเหตุเพียงพูด หรือเพราะความเป็นผู้มีวรรณะงาม. (๑๙:)

๒๖๓.
ยสฺส เจตํ สมุจฺฉินฺนํ, มูลฆจฺจํ สมูหตํ;

ส วนฺตโทโส เมธาวี, สาธุรูโปติ วุจฺจติฯ

ส่วนผู้ใดตัดโทษมีความริษยาเป็นต้นนี้ได้ขาด ถอนขึ้นให้รากขาดแล้ว
ผู้นั้นมีโทษอันคายแล้ว มีปัญญา เราเรียกว่า ผู้มีรูปงาม. (๑๙:)

๒๖๔.
น มุณฺฑเกน สมโณ, อพฺพโต อลิกํ ภณํ;

อิจฺฉาโลภสมาปนฺโน, สมโณ กึ ภวิสฺสติฯ

บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเพราะศีรษะโล้น บุคคลผู้ไม่มีวัตร พูดเหลาะแหละ
มากด้วยความอิจฉาและความโลภ จักเป็นสมณะอย่างไรได้. (๑๙:)

๒๖๕.
โย จ สเมติ ปาปานิ, อณุํถูลานิ สพฺพโส;

สมิตตฺตา หิ ปาปานํ, สมโณติ ปวุจฺจติฯ

ส่วนผู้ใดสงบบาปน้อยใหญ่ได้โดยประการทั้งปวง
ผู้นั้นเรากล่าวว่าเป็นสมณะ เพราะสงบบาปได้แล้ว. (๑๙:๑๐)

๒๖๖.
น เตน ภิกฺขุ โส โหติ, ยาวตา ภิกฺขเต ปเร;
วิสฺสํ ธมฺมํ สมาทาย, ภิกฺขุ โหติ น ตาวตาฯ

บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นภิกษุด้วยเหตุเพียงที่ขอคนอื่น
บุคคลสมาทานธรรมอันเป็นพิษ ไม่ชื่อว่าเป็นภิกษุด้วยเหตุนั้น. (๑๙:๑๑)

๒๖๗.
โยธ ปุญฺญญฺจ ปาปญฺจ, พาเหตฺวา พฺรหฺมจริยวา;

สงฺขาย โลเก จรติ, ส เว ภิกฺขูติ วุจฺจติฯ

ผู้ใดในโลกนี้ลอยบุญและบาปแล้ว ประพฤติพรหมจรรย์
รู้ธรรมทั้งปวงแล้ว เที่ยวไปในโลก ผู้นั้นแลเราเรียกว่าเป็นภิกษุ. (๑๙:๑๒)

๒๖๘.
น โมเนน มุนิ โหติ, มูฬฺหรูโป อวิทฺทสุ;

โย จ ตุลํว ปคฺคยฺห, วรมาทาย ปณฺฑิโตฯ

บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นมุนีเพราะความนิ่ง บุคคลผู้หลงลืม
ไม่รู้แจ้ง ไม่ชื่อว่าเป็นมุนี ส่วนผู้ใดเป็นบัณฑิตถือธรรม
อันประเสริฐ เป็นดุจบุคคลประคองตราชั่ง. (๑๙:๑๓)

๒๖๙.
ปาปานิ ปริวชฺเชติ, ส มุนิ เตน โส มุนิ;

โย มุนาติ อุโภ โลเก, มุนิ เตน ปวุจฺจติฯ

เว้นบาปทั้งหลายผู้นั้นชื่อว่าเป็นมุนี เพราะเหตุนั้นผู้นั้นชื่อว่ามุนี
ผู้ใดรู้จักโลกทั้งสอง ผู้นั้นเราเรียกว่าเป็นมุนีเพราะเหตุนั้น. (๑๙:๑๔)

๒๗๐.
น เตน อริโย โหติ, เยน ปาณานิ หึสติ;

อหึสา สพฺพปาณานํ, อริโยติ ปวุจฺจติฯ

บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นอริยะ เพราะเหตุที่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง
บุคคลที่เราเรียกว่าเป็นอริยะ เพราะไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง. (๑๙:๑๕)

๒๗๑.
น สีลพฺพตมตฺเตน, พาหุสจฺเจน วา ปน;

อถวา สมาธิลาเภน, วิวิตฺตสยเนน วาฯ

ด้วยเหตุเพียงศีลและวัตร หรือ ด้วยความเป็นพหูสูต
ด้วยการได้สมาธิ หรือว่า ด้วยการนอนในที่สงัด หามิได้. (๑๙:๑๖)

๑๗๒.
ผุสามิ เนกฺขมฺมสุขํ, อปุถุชฺชนเสวิตํ;

ภิกฺขุ วิสฺสาสมาปาทิ, อปฺปตฺโต อาสวกฺขยํฯ



ธมฺมฏฺฐวคฺโค เอกูนวีสติโม นิฏฺฐิโตฯ
 
ดูกรภิกษุ ภิกษุยังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะ อย่าถึงความชะล่าใจ
(ด้วยเหตุเพียงความดำริเท่านี้ว่า) เราถูกต้องสุขอันเกิดแต่เนกขัมมะ
ซึ่งปุถุชนเสพไม่ได้. (๑๙:๑๗)


Keine Kommentare: